ใครบ้างที่เหมาะ/ไม่เหมาะทำรากฟันเทียม (โรคประจำตัว, กระดูกขากรรไกร, อายุ)
หนึ่งในคำถามที่คนไข้กังวลมากที่สุดก่อนตัดสินใจทำรากฟันเทียมคือ “เราเหมาะจะทำหรือเปล่า” โดยเฉพาะคนที่มีโรคประจำตัว อายุมาก หรือเคยได้ยินว่ากระดูกขากรรไกรบางไม่พอจะฝังรากเทียม บทความนี้จะสรุปปัจจัยหลักที่ทันตแพทย์ใช้ประเมิน เพื่อให้เห็นภาพชัดว่าตัวเองอยู่ในกลุ่มไหน และควรเตรียมตัวอย่างไรก่อนเข้าปรึกษาจริง

หลักการพื้นฐาน: อายุไม่ใช่ตัวชี้วัดหลัก
หลายคนเข้าใจผิดว่าอายุมากแล้วทำรากฟันเทียมไม่ได้ ซึ่งไม่ตรงกับข้อมูลจริง ทันตแพทย์ส่วนใหญ่ระบุตรงกันว่าไม่มีเพดานอายุสูงสุดสำหรับการทำรากฟันเทียม ผู้สูงอายุวัย 70-80 ปีที่สุขภาพแข็งแรงสามารถทำรากฟันเทียมได้สำเร็จเป็นปกติ สิ่งที่สำคัญกว่าตัวเลขอายุคือสุขภาพกระดูกขากรรไกร สุขภาพเหงือก และความมั่นคงของร่างกายโดยรวมในการรับการผ่าตัดและสมานแผล พูดง่ายๆ คือ ผู้สูงอายุที่มีกระดูกหนาแน่นดีอาจเป็นผู้ป่วยที่เหมาะสมกว่าคนอายุน้อยที่สูบบุหรี่และมีโรคเหงือกที่ไม่ได้รักษา
ในทางกลับกัน อายุน้อยเกินไปก็เป็นข้อจำกัดได้เช่นกัน เพราะวัยรุ่นหรือผู้ใหญ่ตอนต้นที่ขากรรไกรยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ไม่ควรฝังรากฟันเทียม เนื่องจากอาจไปรบกวนการเจริญเติบโตของกระดูกขากรรไกรได้ โดยทั่วไปแนะนำให้รอจนถึงช่วงปลายวัยรุ่นหรือต้นวัย 20 ปีเป็นอย่างน้อย ก่อนพิจารณาทำรากฟันเทียม
ปัจจัยด้านกระดูกขากรรไกร
รากฟันเทียมต้องอาศัยกระดูกขากรรไกรที่มีปริมาณและความหนาแน่นเพียงพอ เพื่อให้แกนไทเทเนียมยึดติดแน่นในกระบวนการที่เรียกว่า osseointegration (การเชื่อมประสานระหว่างกระดูกกับผิวไทเทเนียม) ปัญหาที่พบบ่อยคือ เมื่อฟันหลุดหรือถูกถอนไปนาน กระดูกบริเวณนั้นจะค่อยๆ ถูกดูดซึมและบางลงตามธรรมชาติ ยิ่งปล่อยไว้นานเท่าไหร่ กระดูกก็ยิ่งเปลี่ยนรูปมากขึ้นเท่านั้น
ข่าวดีคือ กระดูกบางหรือกระดูกไม่พอไม่ได้แปลว่าหมดสิทธิ์ทำรากฟันเทียม ปัจจุบันมีขั้นตอนเสริมอย่างการปลูกกระดูก (bone grafting) หรือการยกโพรงไซนัส (sinus lift) เพื่อเพิ่มปริมาณกระดูกในบริเวณที่ต้องการก่อนฝังรากเทียม แม้จะทำให้ระยะเวลารักษาโดยรวมยาวขึ้น แต่ก็ช่วยให้คนไข้ที่กระดูกไม่เพียงพอกลับมาเป็นผู้ที่เหมาะสมสำหรับการทำรากฟันเทียมได้ ทันตแพทย์จะประเมินปริมาณกระดูกผ่านการเอกซเรย์ 3 มิติ (Cone Beam CT) ก่อนวางแผนการรักษาเสมอ
ปัจจัยด้านโรคประจำตัวและสุขภาพช่องปาก
โรคเหงือก (Periodontal Disease)
เหงือกต้องแข็งแรงและปลอดจากการติดเชื้อก่อนฝังรากเทียม เพราะเนื้อเยื่อเหงือกทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันแบคทีเรียไม่ให้เข้าถึงกระดูกและตัวรากเทียม หากมีโรคเหงือกอยู่ ทันตแพทย์จะต้องรักษาให้หายก่อน โดยข้อมูลจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ (CDC) ระบุว่าผู้ใหญ่อายุ 30 ปีขึ้นไปเกือบครึ่งหนึ่งมีภาวะโรคปริทันต์ในระดับใดระดับหนึ่ง และตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 70% ในกลุ่มอายุ 65 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ของการสูญเสียฟันในผู้ใหญ่ อย่างไรก็ตาม โรคเหงือกสามารถรักษาให้หายได้ด้วยการขูดหินปูนเชิงลึก การดูแลสุขอนามัยช่องปากที่ดีขึ้น และการติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ เมื่อควบคุมการติดเชื้อได้แล้ว คนไข้ส่วนใหญ่ก็กลับมาเป็นผู้เหมาะสมสำหรับรากฟันเทียมได้ตามปกติ
เบาหวานและโรคหัวใจ
โรคเรื้อรังอย่างเบาหวานหรือโรคหัวใจไม่ได้ตัดสิทธิ์การทำรากฟันเทียมโดยอัตโนมัติ แต่จำเป็นต้องควบคุมโรคให้อยู่ในระดับคงที่ก่อน เนื่องจากภาวะเบาหวานที่ควบคุมไม่ได้จะส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการสมานแผลของร่างกาย เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อและการหลอมรวมของกระดูกกับรากเทียมที่ไม่สมบูรณ์ ผู้ป่วยกลุ่มนี้ควรปรึกษาทั้งทันตแพทย์และแพทย์เจ้าของไข้ร่วมกันก่อนวางแผนการรักษา
การสูบบุหรี่
การสูบบุหรี่เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ชัดเจนที่สุดอย่างหนึ่ง เพราะสารเคมีในบุหรี่ลดการไหลเวียนเลือดในเนื้อเยื่อช่องปาก ทำให้แผลหายช้าลงและเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อและรากเทียมไม่ยึดติดกับกระดูก ทันตแพทย์ส่วนใหญ่แนะนำให้งดสูบบุหรี่อย่างน้อยในช่วงก่อนและระหว่างการสมานแผล เพื่อเพิ่มโอกาสความสำเร็จของการรักษา
พฤติกรรมกัดกรามและนอนกัดฟัน
คนที่มีพฤติกรรมกัดกรามหรือนอนกัดฟันโดยไม่รู้ตัว (parafunction) อาจสร้างแรงกดบนรากฟันเทียมสูงมาก ซึ่งหากไม่ได้รับการจัดการที่เหมาะสม เช่น การใส่เฝือกสบฟันตอนกลางคืน ก็อาจกระทบต่อความสำเร็จของรากฟันเทียมในระยะยาวได้เช่นกัน
สรุป: ใครควรปรึกษาทันตแพทย์เพื่อประเมินก่อน
โดยสรุปแล้ว กลุ่มที่มักเป็นผู้เหมาะสมสำหรับรากฟันเทียมคือ
-
- ผู้ที่มีอายุพ้นช่วงขากรรไกรกำลังเจริญเติบโต (โดยทั่วไปตั้งแต่ปลายวัยรุ่นขึ้นไป) ไม่ว่าจะอายุน้อยหรือสูงวัยเพียงใด
-
- ผู้ที่มีเหงือกแข็งแรง หรือรักษาโรคเหงือกจนหายดีแล้ว
-
- ผู้ที่มีกระดูกขากรรไกรเพียงพอ หรือยินดีทำการปลูกกระดูกเสริมก่อนหากจำเป็น
-
- ผู้ที่มีสุขภาพโดยรวมมั่นคง โรคประจำตัว (หากมี) อยู่ในการควบคุมที่ดี
ส่วนกลุ่มที่ควรเตรียมตัวเพิ่มเติมก่อนทำ ได้แก่ ผู้ที่มีโรคเหงือกยังไม่ได้รักษา ผู้ที่กระดูกขากรรไกรบางมาก ผู้ที่เบาหวานหรือโรคเรื้อรังยังควบคุมไม่ได้ และผู้ที่ยังสูบบุหรี่อยู่เป็นประจำ ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ได้แปลว่าหมดโอกาสทำรากฟันเทียมตลอดไป เพียงแต่ต้องได้รับการดูแลเตรียมความพร้อมก่อนจากทันตแพทย์เฉพาะทาง
สิ่งสำคัญที่สุดคือการเข้ารับการตรวจประเมินโดยละเอียด ทั้งการซักประวัติสุขภาพ ตรวจสุขภาพเหงือก และเอกซเรย์ 3 มิติเพื่อดูปริมาณกระดูก แทนการเดาเอาเองว่าตัวเองเหมาะหรือไม่เหมาะ เพราะแต่ละเคสมีรายละเอียดเฉพาะตัวที่ต่างกัน

